Categories
BLOG

“ฟักทอง” ซุปเปอร์ผักเพื่อความงาม และวิธีทำฟักทองต้มให้อร่อยนุ่มลิ้นแบบญี่ปุ่น

หากพูดถึงผักที่มีประโยชน์เพื่อความงามแล้ว คนญี่ปุ่นต่างยกฟักทองให้เป็นซูเปอร์ผักที่ดีต่อความงามและความอ่อนเยาว์ มารู้เหตุผลกันนะคะว่าทำไมฟักทองจึงได้ชื่อว่าเป็นซุปเปอร์ผักเพื่อความงาม และมาเรียนรู้วิธีการต้มฟักทองให้หวานอร่อยละลายในปากแบบญี่ปุ่นกัน

เหตุผลที่ฟักทองได้ชื่อว่าเป็นซุปเปอร์ผักเพื่อความงาม

คนญี่ปุ่นเก็บเกี่ยวฟักทองในฤดูใบไม้ร่วงและเก็บไว้รับประทานในช่วงฤดูหนาว ฟักทองเป็นผักที่อุดมไปด้วยบีต้า แคโรทีน ซึ่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นวิตามิน A ในร่างกายและทำงานร่วมกับวิตามิน C เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของเยื่อบุเมือกในร่างกาย ส่งผลช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่มักระบาดในช่วงฤดูหนาวรวมถึงไวรัสโควิด-19 ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ด้วย อีกทั้งฟักทองยังอุดมไปด้วยเส้นใยอาหารซึ่งช่วยให้ระบบขับถ่ายดี

นอกจากจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพแล้ว ฟักทองยังเป็นผักเพียงชนิดเดียวที่อุดมไปด้วยวิตามินที่ดีต่อความงาม 3 ชนิด ได้แก่ วิตามิน C วิตามิน E และวิตามิน A ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำให้ผิวพรรณชุ่มชื้น ป้องกันการเกิดฝ้า และป้องกันไม่ผิวหนังเหี่ยวย่น

วิธีทำฟักทองต้มให้หวานอร่อยละลายในปากแบบญี่ปุ่น

วัตถุดิบ

  • ฟักทองญี่ปุ่นที่เอาเมล็ดออกแล้ว 400 กรัม

ส่วนผสมเครื่องปรุงรส

  • โชยุ 1 ½ ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ
  • มิริน 1 ช้อนโต๊ะ
  • สาเกปรุงอาหาร 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำ 150 กรัม

วิธีทำ

1. ล้างทำความสะอาดฟักทองและใช้ช้อนตักเอาเมล็ดออกจากฟักทอง จากนั้นจึงหั่นให้มีขนาดพอคำ

2. นำฟักทองใส่หม้อขนาดเล็ก เติมน้ำและส่วนผสมเครื่องปรุงลงไป คนให้พอเข้ากัน จากนั้นปิดฝาหม้อและต้มด้วยไฟกลางประมาณ 15 นาทีจนฟักทองนุ่ม

3. ตักฟักทองใส่จานและรับประทานเป็นกับข้าว

 

ฟักทองญี่ปุ่นเป็นผักอร่อยที่ดีต่อสุขภาพของคนทุกเพศวัย ทั้งนี้คนญี่ปุ่นแนะนำว่าวิธีการรับประทานฟักทองให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพสูงสุดนั้นต้องรับประทานพร้อมกับเนื้อหมู เพราะนอกจากจะทำให้ผิวพรรณสวยงามแล้ววิตามิน B1 ที่มีมากในเนื้อหมูจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาผลาญพลังงานในร่างกายทำให้ทั้งสวยและผอมหากรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ

ความงามที่ยั่งยืนนั้นมาจากภายในจากการเลือกรับประทานอาหารที่อร่อยและดีต่อสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ฟักทองจึงเป็นอีกหนึ่งผักที่คนญี่ปุ่นนิยมรับประทานเพื่อให้สุขภาพแข็งแรงและคงความงามและความอ่อนเยาว์ไว้ค่ะ    สล็อตเว็บตรง

Categories
BLOG

ฉลองเทศกาลวาเลนไทน์กับราเมงช็อกโกแลตแสนหวาน

ราเมงถือเป็นอีกหนึ่งเมนูพื้นฐานที่สามารถหาได้ทั่วไปในประเทศญี่ปุ่น นอกจากราเมงที่พวกเราคุ้นเคยอย่าง โชยุราเมง ทงคตสึราเมง หรือมิโสะราเมงแล้ว ชาวญี่ปุ่นก็มักจะรังสรรค์เมนูราเมงประหลาดๆ มาให้เราเห็นเสมอ อย่างราเมงเส้นชาโคล (Charcoal) ราเมงน้ำแข็งไส ราเมงนมสด ราเมงใส่ไอศกรีม และอีกมากมายสารพัด

เพื่อต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์ที่กำลังจะมาถึงนี้ ร้านเมงเจ้าดังที่มีสาขาทั่วญี่ปุ่นอย่างร้าน “โคราคุเอ็น”「幸楽苑」ได้ร่วมมือกับแบรนด์ล็อตเต้ (LOTTE) เพื่อออกเมนูราเมงสุดแปลกแต่เข้ากับเทศกาลอย่าง “ราเมงช็อกโกแลต” มาให้ลองชิมกัน

การร่วมมือกันครั้งแรกของโคราคุเอ็นกับล็อตเต้

จริงๆ แล้วโคราคุเอ็นได้ประกาศลงหนังสือพิมพ์เพื่อหาบริษัทหรือแบรนด์ที่จะมีร่วมรังสรรค์เมนูราเมงช็อกโกแลตนี้ตั้งแต่ปี 2019 แต่น่าเสียดายที่ในตอนนั้นไม่มีบริษัทไหนที่ติดต่อกลับมาเลย จนกระทั่งเมื่อเดือนธันวาคม 2020 โคราคุเอ็นได้โพสต์ข้อความลง Twitter อีกครั้งเพื่อตามหาผู้ร่วมอุดมการณ์ และคราวนี้มี Bikkuriman「ビックリマン」ซึ่งเป็นยี่ห้อขนมเวเฟอร์ของล็อตเต้ มาตอบข้อความใน Twitter ว่า

ราเมงช็อกโกแลตงั้นเหรอ? ถ้าเป็นราเมงช็อกโกแลตที่จะทำให้ลูกค้าตะลึงแล้วล่ะก็ ก็น่าสนใจดีนะ

「チョコレートらーめん? お客様をビックリさせるチョコレートらーめんなら面白いですね」

(หมายเหตุ: “บิคคุริ” ビックリ ซึ่งเป็นชื่อยี่ห้อขนมเวเฟอร์นี้ แปลว่า ตกตะลึง แปลกใจ)

 

เรียกได้ว่าจากการ “ตอบรับการสารภาพรัก” ของล็อตเต้ (ในนามของ Bikkuriman) ในวันนั้น ทำให้แคมเปญราเมงช็อกโกแลตต้อนรับเทศกาลแห่งความรักนี้ได้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา

ปีศาจปะทะนางฟ้า

สำหรับธีมของเมนูราเมงช็อกโกแลตนี้ คือ “ปีศาจปะทะนางฟ้า” ตามตัวการ์ตูนที่เป็นคาแรคเตอร์ประจำของขนมเวเฟอร์นี้ เมนูราเมงในแคมเปญนี้จึงมีทั้งหมด 2 แบบ ได้แก่ “ราเมงช็อกโกแลต” ที่ปรุงรสด้วยโชยุหรือซอสถั่วเหลือง เสริมด้วยน้ำมันโกโก้ โดยมีท็อปปิ้งเป็นช็อกโกแลตและขิง อีกเมนูคือ “ราเมงไวท์ช็อกโกแลต” ที่ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำมันโกโก้ และครีมเพิ่มความเข้นข้น โดยมีท็อปปิ้งเป็นไวท์ช็อกโกแลต นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มเงิน 100 เยน เพื่อเพิ่มช็อกโกแลตให้น้ำซุปมีรสชาติหวานขึ้นได้อีกด้วย

ราเมงช็อกโกแลต
ราเมงไวท์ช็อกโกแลต

นอกจากนี้ลูกค้าที่สั่งเมนูราเมงช็อกโกแลตจะได้รับสติ๊กเกอร์คาแรคเตอร์ของ Bikkuriman สุดลิมิเต็ทเป็นลายปีศาจ “Super Devil” และนางฟ้า(เทพ) “Head Rococo” และหากสั่งทั้งสองเมนูพร้อมกัน ก็จะได้รับสติ๊กเกอร์ลาย “Pink Zeus” (มีจำนวนจำกัดแต่ 10 ใบต่อสาขาเท่านั้น) เพิ่มเติมอีกด้วย

 

สำหรับเมนูราเมงฉลองวาเลนไทน์นี้ จะเริ่มวางขายที่ร้านโคราคุเอ็นที่ญี่ปุ่นตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม ถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2021 เท่านั้น

น่าเสียดายที่ผู้เขียนคงไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสราเมงสุดแปลกนี้ จริงๆ แล้วก็อยากรู้เหมือนกันนะว่าเมนูนี้จะหอมหวานสมกับที่เป็นเมนูพิเศษสำหรับเทศกาลแห่งความรักหรือเปล่า    สล็อตเว็บตรง

Categories
BLOG

คนรักซูชิห้ามพลาด ! 10 อันดับ ร้านซูชิสายพานยอดนิยมของชาวญี่ปุ่น

เพื่อนๆ ที่ชอบทานซูชิเป็นชีวิตจิตใจคงจะรู้จักร้านซูชิสายพานกันเป็นอย่างดีใช่ไหมครับ นอกจากจะมีราคาที่ไม่แพงจนเกินไปแล้ว อีกหนึ่งในเสน่ห์ของร้านซูชิสายพานก็คือ เราสามารถเลือกหยิบซูชิหน้าตาหลากหลายที่ไหลวนอยู่บนสายพานผ่านโต๊ะของเราได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ยังสามารถสั่งซูชิหน้าต่างๆ จากเมนูที่ทางร้านกำหนดไว้เพื่อให้พนักงานร้านนำมาเสิร์ฟบนโต๊ะของเราโดยตรงได้เช่นกัน ด้วยจุดเด่นที่ว่ามานี้จึงทำให้ร้านซูชิสายพานกลายเป็นที่นิยมของชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก แต่เพื่อนๆ รู้ไหมว่าในบรรดาร้านซูชิสายพานจำนวนมาก คนญี่ปุ่นเค้าชื่นชอบร้านไหนมากที่สุดกันนะ วันนี้ผมจะแนะนำให้เพื่อนๆ ได้รู้จักกับ 10 อันดับ ร้านซูชิสายพานที่ได้รับความนิยมจากชาวญี่ปุ่นมากที่สุดครับ

อันดับที่ 1 ร้าน Sushiro

 

ร้านซูชิที่บริหารจัดการโดยบริษัท Akindo Sushiro ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการซูชิสายพาน โดยมีจำนวนร้านสาขามากถึง 559 สาขา ทั่วประเทศญี่ปุ่น (ข้อมูล ณ วันที่ 18 ก.พ. 2021) เพื่อนๆ จะได้สัมผัสกับรสชาติของซูชิที่แสนอร่อย นุ่มละมุน และเป็นรสชาติต้นตำหรับของประเทศญี่ปุ่น วัตถุดิบที่ทางร้านนำมาใช้ล้วนได้รับการคัดสรรมาจากวัตถุดิบชั้นดีและมีความสดใหม่มากที่สุดในวงการร้านซูชิสายพาน และสำหรับเพื่อนๆ ที่ไม่สะดวกนั่งทานในร้าน ก็สามารถสั่งกลับบ้านได้เช่นกัน โดยสามารถสั่งแยกเป็นชิ้นก็ได้ ไม่จำเป็นต้องสั่งเป็นเซ็ตตามเมนูที่ร้านกำหนดไว้ และที่สำคัญคือ ร้าน Sushiro ได้เปิดให้บริการสาขาแรกในประเทศไทยแล้ว หากเพื่อนๆ ท่านใดสนใจ สามารถไปลองชิมกันได้ที่ร้าน Sushiro สาขา Central World นะครับ

อันดับที่ 2 ร้าน Kurasushi

 

ร้านซูชิที่มีโครงสร้างองค์กรใหญ่เป็นอันดับสองรองจากร้านซูชิโระ และกำลังขยายสาขาไปทั่วประเทศญี่ปุ่น โดยร้านแห่งนี้จะเน้นจำหน่ายซูชิที่มีราคาเพียง 100 เยน (ราคาไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) และแน่นอนว่าวัตถุดิบที่ทางร้านนำมาใช้นั้นล้วนเป็นวัตถุดิบชั้นดีไม่แพ้ร้านซูชิโระเช่นกัน และหากเพื่อนๆ คิดว่าแค่ซูชิอย่างเดียวมันไม่อิ่มท้องหรอก! ก็สามารถสั่งอาหารเครื่องเคียง หรือของหวานมารับประทานเพิ่มเติมได้ด้วย และที่พิเศษสุดๆ คือ ที่ร้านแห่งนี้เค้ามีเมนูสำหรับคนรักสุขภาพซึ่งจะลดปริมาณแป้ง และน้ำตาลในอาหารเป็นพิเศษด้วย นอกจากนี้ ทางร้านยังได้มีการนำฝาพลาสติกมาครอบจานซูชิเพื่อป้องกันฝุ่นและเชื้อไวรัส COVID-19 ด้วย ดังนั้นจึงสบายใจได้เลยว่าซูชิของทางร้านมีความสะอาดปลอดจากเชื้อโรคแน่นอน

อันดับที่ 3 ร้าน Hamasushi

 

ร้านซูชิที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาจากการจัดแคมเปญ “จานละ 90 เยน ในวันธรรมดา” (บางสาขาไม่ร่วมรายการ) และราคาที่กำลังดีไม่แพงจนเกินไป อีกทั้งความพิถีพิถันในการคัดสรรวัตถุดิบที่มีความสดใหม่พร้อมทั้งน้ำจิ้มโชยุแสนอร่อย จึงทำให้ร้าน Hamasushi ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 3 และในวันธรรมดายังมีเซ็ตเมนูราคาพิเศษสำหรับท่านที่ซื้อกลับบ้านอีกด้วย  สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

นอกจากนี้ ทางร้านยังมีการจ้างนักพากย์ชื่อดังหลายท่านมาให้เสียงที่จอสัมผัสสำหรับสั่งอาหาร และเสียงประกาศภายในร้านอีกด้วย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือคุณ Hanae Natsuki ผู้ให้เสียง Kamado Tanjiro ในอนิเมะเรื่อง Kimetsu no Yaiba หรือ ดาบพิฆาตอสูร นั่นเอง

อันดับที่ 4 ร้าน Kappasushi

 

เป็นอีกหนึ่งร้านซูชิสายพานที่มีสาขาอยู่แทบทุกภูมิภาคของประเทศญี่ปุ่น ร้านซูชิแห่งนี้มีหน้าซูชิให้เลือกทานจำนวนมาก แต่หากท่านใดไม่ถูกใจหน้าซูชิที่ปรากฏอยู่ในเมนูของทางร้าน ก็สามารถสั่งซูชิหน้าอื่นๆ ตามความต้องการได้เช่นกัน โดยวัตถุดิบที่ทางร้านนำมาใช้จะคัดสรรแต่เฉพาะอาหารทะเลชั้นดี สดใหม่ และเป็นวัตถุดิบที่ส่งตรงถึงร้านในแต่ละวันเท่านั้น เนื่องจากความสดของอาหารทะเลจะเสื่อมลงในทุกๆ วินาที ทางร้านจึงพยายามจัดเตรียมไว้ในปริมาณที่เพียงพอกับลูกค้าในแต่ละวัน

อันดับที่ 5 ร้าน Gattensushi

 

ร้าน Gattensushi มีสาขาอยู่ 5 ภูมิภาคของประเทศญี่น ได้แก่ ฮอกไกโด โทโฮคุ คันโต จูบุ และคันไซ นอกจากนี้ยังมีสาขาที่ต่างประเทศด้วย ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ และไต้หวัน โดยร้านสาขาในประเทศญี่ปุ่นแต่ละร้านจะมีคำหน้าหน้าชื่อที่แตกต่างกัน เช่น ร้านในภูมิภาคคันโตบางร้านจะใช้ชื่อว่า Isono Gatten Sushi หรือ TAKUMI no Gatten Sushi เป็นต้น ซึ่งแต่ละร้านก็จะมีเมนูพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างกันไป และนอกจากรสชาติซูชิที่แสนอร่อยแล้ว ร้านนี้เค้ายังขึ้นชื่อเรื่องการรักษาความสะอาดเป็นอย่างดีด้วย เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของทางร้านเลยล่ะ

อันดับที่ 6 ร้าน Kaitensushi Toriton

 

อันดับที่ 6 นี้ รับรองว่าต้องถูกใจเพื่อนๆ ที่ชอบเที่ยวฮอกไกโดอย่างแน่นอน เพราะร้าน Kaitensushi Toriton เน้นขยายสาขาในภูมิภาคฮอกไกโดเป็นหลัก ปัจจุบันมีจำนวน 13 สาขาด้วยกัน หากเพื่อนๆ ท่านใดต้องการลิ้มรสความอร่อยของซูชิร้านนี้ล่ะก็ อาจต้องใช้ความอดทนหน่อยนะ เพราะต้องต่อแถวเข้าคิวยาวเหยียดเลยล่ะ เรียกได้ว่าเป็นร้านซูชิสายพานที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในฮอกไกโดเลยก็ว่าได้ นอกจากนี้ ทางร้านยังเลือกใช้แต่วัตถุดิบที่มีความสดใหม่ ทำให้ซูชิมีรสชาตินุ่มอร่อย อีกทั้งยังมีขนาดค่อนข้างใหญ่ จึงอาจทำให้มีราคาแพงไปบ้าง แต่รับรองเลยว่าอร่อยคุ้มราคา สมกับเป็นร้านซูชิสายพานที่ได้รับความนิยมมากเป็นอันดับที่ 6 อย่างแน่นอน และสำหรับเพื่อนๆ ที่ชอบเที่ยวโตเกียวแต่อยากลองชิมซูชิร้านนี้ล่ะก็ ไม่ต้องตีตั๋วเครื่องบินหรือนั่งชิงคันเซ็นไปถึงที่ฮอกไกโดนะ เพราะร้านนี้เค้ามีสาขาอยู่ที่โตเกียวด้วย ได้แก่ สาขา Tokyo Solamachi (ตั้งอยูที่ Tokyo Skytree) และสาขา Tobu Department Store (ตั้งอยู่ที่สถานีรถไฟ Ikebukuro)

อันดับที่ 7 ร้าน Choushimaru Sushi

 

ร้าน Choushimaru Sushi เป็นร้านที่คนในภูมิภาคคันโตคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะมีการเปิดสาขาจำนวนมากในจังหวัดโตเกียว ชิบะ ไซตามะ และคานากะวะ ราคาซูชิของร้านนี้จะอยู่ที่ประมาณจานละ 130 เยน (ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว) เท่านั้น สามารถไปนั่งทานกันได้ทั้งครอบครัวในราคาสบายกระเป๋าเลยล่ะ สำหรับเมนูขึ้นชื่อของร้านนี้คือ Aurora salmon ซึ่งเป็นเมนูแซลมอนที่หาทานได้ค่อนข้างยาก ดังนั้น หากมีโอกาสก็อยากให้เพื่อนๆ ลองแวะมาทาน Aurora salmon ของร้านนี้กันนะ และสำหรับท่านที่ไม่สะดวกนั่งทานที่ร้าน ก็สามารถซื้อกลับไปทานที่บ้านได้ รับรองว่ารสชาติยังคงความอร่อยไม่แพ้การนั่งทานที่ร้านแน่นอน

อันดับที่ 8 ร้าน Morimori Sushi

 

 

ร้าน Morimori Sushi เป็นร้านซูชิสายพานชื่อดังของจังหวัดอิชิกะวะ ด้วยรสชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ประกอบกับวัตถุดิบที่มีคุณภาพชั้นเลิศ ทำให้ซูชิของร้านนี้มีรสชาติอร่อยถูกปากคนจำนวนมาก เรียกได้ว่าเป็นรสชาติที่ไม่คิดว่าจะสามารถหาทานได้ในร้านซูชิสายพาน อีกทั้งราคาก็กำลังดีสมน้ำสมเนื้อกับวัตถุดิบชั้นเลิศที่ทางร้านคัดสรรมาอย่างดี และเนื่องจากเป็นหนึ่งในร้านซูชิสายพานที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จนถึงขนาดต้องเข้าคิวยาวเหยียดเพื่อรอเข้าร้าน จึงทำให้มีการขยายสาขาไปที่จังหวัดโตเกียว ไซตะมะ ไอจิ โอซะก้า เฮียวโกะ และจังหวัดนะระ ซึ่งทุกสาขาล้วนประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น

อันดับที่ 9 ร้าน Kaisen Misakiko

 

ร้าน Kaisen Misakiko ได้เปิดทำการสาขาแรกที่สถานีรถไฟเมกุโระ จังหวัดโตเกียว ในเดือนพฤศจิกายน ปี 1997 นับเป็นร้านซูชิที่มีประวัติอันยาวนานพอสมควร จุดเด่นของร้านนี้คือความสดใหม่ของวัตถุดิบที่ได้รับการคัดสรรมาเป็นอย่างดี พร้อมกับราคาที่ไม่แพงจนเกินไป นอกจากนี้ ทางร้านยังใส่ใจกับการตกแต่งบรรยากาศภายในร้านให้ดูสว่างไสว เพื่อให้ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการคนเดียวสามารถทานซูชิอันแสนอร่อยของทางร้านได้อย่างสบายใจ ไร้ความกังวลเรื่องความปลอดภัย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นลูกค้าที่เป็นผู้หญิงมานั่งทานซูชิในร้านนี้คนเดียวอยู่บ่อยๆ

อันดับที่ 10 ร้าน Himi Kitokito Sushi

 

ร้านซูชิชื่อดังของเมืองฮิมิ จังหวัดโทยะมะ มีหน้าซูชิให้เลือกทานมากมายหลายชนิด และทางร้านเลือกใช้วัตถุดิบทางทะเลที่มีความสดใหม่ส่งตรงจากท่าเรือประมงเท่านั้น ข้าวที่ใช้ปั้นก็มีรสชาติหอมนุ่ม เรียกว่าพิถีพิถันใส่ใจในทุกวัตถุดิบเลยจริงๆ โดยเชฟจะยืนปั้นซูชิอยู่ตรงกลางวงสายพาน ทำให้สามารถสั่งอาหารตามความต้องการของเพื่อนๆ ได้อย่างง่ายดาย ส่วนบรรยากาศภายในร้านก็ได้รับการตกแต่งให้ดูเรียบง่ายสบายๆ  เหมาะกับการพาครอบครัวมานั่งทานเป็นอย่างยิ่ง

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับ 10 อันดับ ร้านซูชิสายพานยอดนิยมของชาวญี่ปุ่น น่าทานทุกร้านเลยใช่ไหมล่ะ เล่นเอาผมท้องร้องไม่หยุดเลย ถ้าญี่ปุ่นเปิดประเทศเมื่อไหร่ อย่าลืมไปลองทานซูชิทั้ง 10 ร้านนี้กันนะครับ

สรุปเนื้อหาจาก : ranking.goo, jouer-style(Kappasushi) , jouer-style(Gattensushi), jouer-style(Choushimarusushi), jouer-style(Morimori sushi), jouer-style(Kaisen misakiko), gatten, toriton-kita1, blog.webproduct-lab, retty.me

Categories
BLOG

เห็นแล้วหิวเลย! วัฒนธรรมการทานและอาหารแสนอร่อยที่เกิดขึ้นในสมัยเมจิ

หนึ่งในสัญลักษณ์ของอารยธรรมคือวัฒนธรรมอาหารใหม่ ๆ จากตะวันตก โดยเฉพาะในสมัยเมจิที่ประเทศญี่ปุ่นเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาอย่างมากมาย รวมไปถึงอาหาร เราจะพาไปดูตัวอย่างเมนูอาหารที่เพิ่งเกิดขึ้นในสมัยเมจิกันค่ะว่าแต่ละชนิดเกิดขึ้นมาได้อย่างไร และอะไรทำให้เป็นที่นิยมในหมู่คนญี่ปุ่น

กิวนาเบะ

กิวนาเบะ หรือเมนูหม้อไฟเนื้อ มีความคล้ายคลึงกับสุกี้ยากี้ในปัจจุบัน แต่ว่ากันว่าในภูมิภาคคันโตจะเรียกว่า “กิวนาเบะ” ส่วนในภูมิภาคคันไซจะเรียกว่า “สุกี้ยากี้” เมนูหม้อไฟใส่เนื้อนี้ได้แพร่หลายในสมัยเมจิก็ตอนที่ผู้คนหันมานิยมทานเนื้อสัตว์ แถมยังได้รับการยกย่องว่าเป็น “รสชาติของการพัฒนาอารยธรรม” ด้วย

ในช่วงปลายสมัยรัฐบาลโชกุน หม้อไฟนี้จะใช้มิโซะเป็นเบส แต่ตั้งแต่สมัยเมจิเป็นต้นมาได้เปลี่ยนมาใช้โชยุเป็นหลักจนมาถึงปัจจุบัน ในช่วงต้นสมัยเมจิ กิวนาเบะจะมีภาพลักษณ์เป็นอาหารประเภทหม้อไฟที่ใส่เนื้อวัวกับต้นหอม ส่วนวัตถุดิบอื่น ๆ หรือการปรุงรสก็จะมีความแตกต่างกันไปหลากหลายแบบ ในปีเมจิที่ 4 Kanagaki Robun (仮名垣魯文) (นามปากกาของ Nozaki Bunzou (野崎文蔵)) นักเขียนและนักประพันธ์ชื่อดังได้บรรยายไว้ในงานเขียนชื่อ Aguranabe (安愚楽鍋) มีใจความว่า ไม่ว่าจะเป็นซามูไร ชาวนา ช่างฝีมือ พ่อค้า คนหนุ่ม คนสาว คนเฒ่า คนแก่ นักปราชญ์ คนเขลา ยาจก เศรษฐี ทุกคนทุกชนชั้นทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าใครก็ทานกิวนาเบะ แสดงว่าในสมัยนั้นจัดว่าฮอตฮิตกันมาก ๆ เลยนะคะเนี่ย

อาหารตะวันตก

อาหารตะวันตกในประเทศญี่ปุ่นมีจุดเริ่มต้นมาจากร้านอาหารตะวันตกสำหรับชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นตั้งแต่ปลายสมัยเอโดะจนถึงสมัยเมจิ ต่อมาพ่อครัวชาวญี่ปุ่นที่ทำงานในร้านดังกล่าวก็ได้เปิดร้านของตนเอง ทำให้อาหารตะวันตกแพร่กระจายออกไป

ความจริงแล้วตั้งแต่อดีตจนกระทั่งถึงสมัยเอโดะ วัฒนธรรมการทานเนื้อสัตว์ในญี่ปุ่นยังไม่เป็นที่แพร่หลาย มีการต่อต้านอาหารตะวันตกอย่างมากเนื่องจากส่วนใหญ่เป็นเนื้อสัตว์ แต่เมื่อมาถึงสมัยเมจิ รัฐบาลได้หันมาสนับสนุนการทานเนื้อสัตว์เพื่อเสริมสร้างให้ประชาชนมีร่างการที่แข็งแรง มีรายงานจากหนังสือพิมพ์ว่าจักรพรรดิเมจิก็ทานเนื้อสัตว์และดื่มนมทุกวัน ผู้คนก็เริ่มหันมาทานเนื้อสัตว์อย่างเมนูกิวนาเบะ การต่อต้านอาหารตะวันตกก็เริ่มเบาบางลงไป อย่างไรก็ตาม ในเวลานั้นการเตรียมวัตถุดิบทุกอย่างให้เหมือนอาหารตะวันตกเป๊ะ ๆ นั้นก็ยังยากมาก บางครั้งจึงต้องใช้วัตถุดิบทดแทนจากในประเทศญี่ปุ่นเอง นอกจากนี้ก็อาจมีการปรับเปลี่ยนบางอย่างเพื่อให้ถูกปากคนญี่ปุ่น ทำให้ในปัจจุบันมีอาหารตะวันตกแบบญี่ปุ่นเกิดขึ้นมามากมาย ทั้งหมูทอดทงคัตสึ ข้าวแกงกะหรี่ คร็อกเก้ หอยนางรมทอด กุ้งทอด และข้าวห่อไข่โอมุไรสุ

นม

ใครที่ไปญี่ปุ่นบ่อย ๆ คงจะเห็นว่าที่ญี่ปุ่นวางจำหน่ายนมเยอะมาก หลากหลายรสชาติ แถมยังมีการรณรงค์ให้ดื่มนม แต่ก็ไม่เชิงว่านมในญี่ปุ่นเกิดขึ้นในสมัยเมจิซะทีเดียว จริง ๆ แล้วคนญี่ปุ่นก็ดื่มนมกันบ้างประปรายมาตั้งแต่ก่อนสมัยเอโดะ เพียงแต่ว่ายังไม่เป็นที่นิยมนัก ในปีเมจิที่ 4 ดังที่กล่าวไปว่ามีรายงานจากหนังสือพิมพ์ว่าจักรพรรดิเมจิดื่มนมทุกวัน ทำให้วัฒนธรรมการดื่มนมเป็นที่แพร่หลายในหมู่ประชาชนมากขึ้น โดยในช่วงแรกจะใช้กระบวยตักและชั่งขายตามน้ำหนัก ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นจำหน่ายแบบกระป๋องดีบุก จนในปีเมจิที่ 30 จึงเปลี่ยนมาเป็นขวดแก้ว

ขนมตะวันตก

ในสมัยเอโดะ มีร้านขนมที่แสนโด่งดังชื่อว่า Fugetsudo Sohonten (凮月堂総本店) เป็นร้านขนมสำหรับกลุ่มไดเมียว แรกเริ่มร้านนี้ขายเพียงขนมญี่ปุ่นแบบวากาชิ แต่ในสมัยเมจิก็ได้เริ่มพัฒนาขนมให้เป็นแบบตะวันตก ในปัจจุบันร้านนี้ถือเป็นผู้ผลิตขนมรายใหญ่ทั้งวากาชิและขนมตะวันตก มีสาขามากมายทั่วญี่ปุ่น ในปีเมจิที่ 10 ในงานแสดงอุตสาหกรรมแห่งชาติครั้งที่ 1 ขนมเค้กจากร้าน Fugetsudo Minamitenmachouใน Oosumi Itasoba Kiuemon และขนมบิสกิตจากร้าน Fugetsudo Wakamatsucho ใน Yonezu Matsuzo ก็ได้รับรางวัล หลังจากนั้นจึงได้เริ่มทุ่มเทและพัฒนาการผลิตขนมแบบตะวันตกอย่างเต็มที่ จนในปี 1882 (ปีเมจิที่ 15) ก็มีขนมแบบตะวันตกวางจำหน่ายกันมากมายใหญ่โต อีกทั้งในปี 1886 (ปีเมจิที่ 19) ยังเริ่มผลิตชูครีมและไอศกรีมเองอีกด้วย

อันปัง

 

อันปัง หรือขนมปังไส้ถั่วแดง เป็นอีกหนึ่งอาหารญี่ปุ่นที่เกิดขึ้นในสมัยเมจิ ขนมชนิดนี้คิดค้นโดยร้านคิมูระซึ่งก่อตั้งในปีเมจิที่ 2 ต่อมาในปีเมจิที่ 7 อันปังอันเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นจึงถือกำเนิดขึ้น อันปังของร้านคิมูระจะใช้ยีสต์เหล้าญี่ปุ่นแทนยีสต์ขนมปังที่ใช้ฮ็อพทั่วไป (Hop คือพืชพันธุ์ชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติเป็นสารกันบูดธรรมชาติ นิยมใส่ในเบียร์เพื่อไม่ให้เสียหรือบูดเร็ว) วิธีนี้คล้ายกับการผลิตขนมซากะมันจู และด้วยความที่มีวิธีการผลิตใกล้เคียงกับการทำขนมญี่ปุ่น จึงกลายเป็นขนมยอดนิยมที่คนญี่ปุ่นรู้สึกคุ้นเคย ในปีถัดมา มีการถวายขนมชนิดนี้ต่อจักรพรรดิเมจิโดยส่งไปยังสำนักพระราชวัง จนกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ

ไอศกรีม

ต้นกำเนิดของไอศกรีมในญี่ปุ่นเกิดขึ้นในปีเมจิที่ 2 โดย Machida Fusazou (町田房蔵) เขาผลิตและจำหน่ายที่ Yokohama Bashamichi ในชื่อ “ไอสุคุริน” มีส่วนผสมง่าย ๆ เพียงแค่นม ไข่ และน้ำตาล อย่างไรก็ตาม เมื่อวางจำหน่ายครั้งแรก มันเป็นสินค้าที่ราคาค่อนข้างสูง หากเทียบกับราคาในปัจจุบันจะอยู่ที่ประมาณ 8,000 เยนเลยทีเดียว มีเพียงชาวต่างชาติและชนชั้นสูงเท่านั้นที่สามารถซื้อทานได้ ประชาชนทั่วไปเรียกได้ว่าแทบจะหมดสิทธิ์ มีบันทึกว่าในปีเมจิที่ 19 แผนกต้อนรับของโรคุเมคังซึ่งเป็นอาคารที่พักของแขกต่างชาตินั้นมีการจัดเสิร์ฟไอศกรีมเป็นของหวานให้แก่ชาวต่างชาติอีกด้วย ต่อมาในปีเมจิที่ 30 ร้านชิเซโด้ในกินซ่าก็เริ่มจำหน่ายไอศกรีมและไอศกรีมโซดาซึ่งก็กลายเป็นเมนูยอดนิยมเช่นกัน ในช่วงครึ่งหลังของสมัยเมจิ ของหวานเย็นชื่นใจแสนอร่อยนี้ก็เริ่มขยับขยายเข้าสู่ครัวเรือนทั่วไป จนในปีเมจิที่ 40 บางบ้านก็มีตู้แช่แข็งไอศกรีมติดบ้านไว้เลยทีเดียว

ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่าอาหารบางอย่างที่คนญี่ปุ่นนิยมทานกันในทุกวันนี้จะมีต้นกำเนิดจากสมัยเมจิ แต่ก็อย่างว่านะคะ พอได้รับวัฒนธรรมใหม่ ๆ เข้ามาก็เป็นธรรมดาที่จะมีการนำมาปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมของตนเอง ถึงจะไม่ได้เหมือนต้นแบบ 100% แต่ก็ถือเป็นการเกิดอัตลักษณ์ใหม่ที่น่าสนใจ ทำให้มีอาหารญี่ปุ่นอร่อย ๆ ให้พวกเราได้ทานกัน จริงไหมคะ ^^            สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

Categories
BLOG

TORORI พุดดิ้งญี่ปุ่นสุดพรีเมียม การันตีคุณภาพด้วยวัตถุดิบจากฮอกไกโด!

ถ้าเพื่อนๆ เป็นคนหนึ่งที่ชอบของหวานสไตล์ญี่ปุ่น และกำลังอยากกินขนมที่ใช้วัตถุดิบจากญี่ปุ่นแท้ๆ แล้วละก็ ต้องไม่พลาดขนมที่เราจะมาแนะนำในครั้งนี้ค่ะ นั่นคือพุดดิ้งแบรนด์ TORORI ที่ใช้วัตถุดิบจากฮอกไกโดของแท้ และที่ดียิ่งกว่านั้นก็คือไม่ต้องรอให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศ เพราะเราสามารถหาซื้อพุดดิ้งนี้ได้ในกรุงเทพฯ! ว่าแล้วก็ตามมารู้จักกับพุดดิ้งญี่ปุ่นแบรนด์ TORORI แสนอร่อยกันดีกว่า

จุดเริ่มต้นของ TORORI

แบรนด์นี้มีจุดกำเนิดน่าสนใจทีเดียว เริ่มจากที่ผู้ก่อตั้ง TORORI อยากจะนำวัตถุดิบจากญี่ปุ่นแท้ๆ มาทำขนมอร่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพุดดิ้งสไตล์ญี่ปุ่น เพราะก่อนหน้านั้นที่ญี่ปุ่นยังไม่ค่อยมีพุดดิ้งที่ให้ความรู้สึก TOROTORO (หมายถึงมี “เนื้อสัมผัสที่ถูกปากคนญี่ปุ่น”) เท่าไหร่ ซึ่งสำหรับคนญี่ปุ่นแล้ว รสชาติของพุดดิ้งสไตล์ฝรั่งค่อนข้างกินยาก ไม่ว่าจะหวานเกินไปหรือทำให้รู้สึกเลี่ยนก็ตาม เจ้าของแบรนด์ก็เลยคิดสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์พุดดิ้ง TORORI นี้ขึ้นมา

มาลองชิมพุดดิ้งกัน~!

ไม่รอช้า ทีมงาน ANNGLE ขอจัดมาลองและรีวิวให้เลย จริงๆ เค้ามีพุดดิ้งให้เลือกหลายรสชาติมาก แต่วันนี้เราจะมาแนะนำ 3 รสเด่นๆ ของร้านตามด้านล่างนี้กันก่อน

รส Classic Hokkaido

รสนี้ถือว่าเป็นรสชาติออริจินัลของแบรนด์ TORORI เลยค่ะ วัตถุดิบหลักแน่นอนว่าคือนมวัวฮอกไกโดแท้ๆ ซึ่งทางแบรนด์บอกว่ารสชาติจะออกหวานน้อยๆ กำลังดี ให้ความรู้สึก TOROTORO อย่างลงตัว

คำแรกที่เข้าปากก็รู้สึกได้ถึงเนื้อสัมผัสนุ่มนวล รสชาติไม่ค่อยหวานมาก พอพุดดิ้งเริ่มละลายในปากรสชาติของนมก็ยิ่งเด่นชัดขึ้น เป็นรสนมที่หอมกลมกล่อมแบบเดียวกับนมสดที่ดื่มจากแก้วเลยละ แฟนพันธุ์แท้นมฮอกไกโดต้องถูกใจสิ่งนี้!

รส Creamy Matcha

รสชาเขียวเข้มข้นและเรียลสุดๆ นี่มันชาเขียวของแท้! ทั้งที่ใส่นมเป็นส่วนประกอบแต่รสชาติของนมไม่ได้มากลบรสชาเขียวเลยแม้แต่น้อย แล้วเค้าทำรสชาติออกมาได้ลงตัวมากจริงๆ มีความครีมมี่และรสหวานอ่อนๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ได้รสขมของชาเขียวสุดเข้มข้นมาตัดเลี่ยน ขนาดเราที่ไม่ใช่สายของหวานยังกินหมดถ้วยได้แบบสบายๆ

รส Hojicha

คำแรกที่ตักเข้าปากเราว้าวมากแบบมากกกก คือมันเหมือนเอาชาโฮจิฉะมาใส่ในถ้วยพุดดิ้งเลยอ่ะ! รสชาติชาเข้มข้นถึงใจสุดๆ ได้กลิ่นหอมไหม้นิดๆ ของชาคั่วลอยขึ้นมา อร่อยแบบได้รสชาติโฮจิฉะเน้นๆ ไม่แพ้รส Creamy Matcha ก่อนหน้านี้เลยละ

*ทางร้านให้น้ำเชื่อม Bitter Caramel มาด้วยนะคะ เราไม่ชอบหวานก็เลยไม่ได้เติมน้ำเชื่อมลงไป แต่พุดดิ้งเค้าจะไม่ค่อยหวานมาก ถ้าใครชอบหวานๆ แนะนำให้ใส่เพิ่มเลย

นอกจาก 3 รสชาติที่เราแนะนำไป ทางร้านยังมีพุดดิ้งรสนูเทลลา สตรอว์เบอร์รี่ชีส ทีรามิสุ และแอปเปิ้ลคาราเมลด้วย ไว้มีโอกาสจะจัดรสอื่นๆ มาลองบ้าง

 

เป็นยังไงบ้าง พุดดิ้ง TORORI น่าลองใช่ไหมละคะ จากที่ได้ลองชิมดูทั้ง 3 รสบอกเลยว่ารู้สึกได้ถึงความพรีเมียมในวัตถุดิบอย่างชัดเจน นมเป็นนม ชาเป็นชาจริงๆ จากใจคนที่เลี่ยนขนมหวานง่ายแบบเรา ขอบอกเลยว่านี่เป็นพุดดิ้งที่กินง่ายที่สุดเท่าที่เคยกินมา! แนะนำให้ลองชิมดูด้วยตัวเองนะ แล้วเพื่อนๆ จะรู้ว่าความรู้สึก TOROTORO ของคนญี่ปุ่นมันเป็นยังไง!        สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

Facebook Fanpage: T O R O R I
Instagram: torori_cafe
ช่องทางสั่งซื้อ: GRAB FOOD ค้นชื่อร้าน “TORORI Cafe”
*นอกจากพุดดิ้งแล้ว TORORI Cafe ยังจำหน่ายเมนูเครื่องดื่มอีกหลากหลายรายการ ดูเมนูเพิ่มเติมในแอปฯ ได้เลย

ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวในฮอกไกโด
Hokkaido Government Representative Office – ภาษาไทย

Categories
BLOG

บอกต่อ 10 เมนูสุดยอดอาหารท้องถิ่นของจังหวัดมิยางิ !

มิยางิ (宮城) เป็นจังหวัดของญี่ปุ่นที่อยู่ในภูมิภาคโทโฮคุ มีเมืองชื่อดังคือเซนได ที่จังหวัดมิยางิมีของอร่อยแสนพิเศษมากมายที่คนมิยางิภาคภูมิใจ ว่าแต่จะมีอะไรบ้างนั้น ขอนำเสนอ 10 อาหารท้องถิ่นแสนอร่อยของจังหวัดมิยางิที่หากมาเยือนแถวนี้ไม่ควรพลาด!

1. ลิ้นวัวย่าง

 

อาหารรสเลิศของเมืองเซนได จังหวัดมิยางิ โดยในปี 1948 ซาโนะ เคอิชิโระได้เปิดร้านลิ้นวัวย่างในเมืองเซนไดที่ต่อมาได้รับความนิยมไปทั่วประเทศ ปัจจุบัน กล่าวกันว่าเซนไดมีร้านอาหารที่มีลิ้นวัวเป็นเมนูเด่นมากถึง 100 ร้านเลยทีเดียว ยังไงก็ลองไปต่อคิวชิมความอร่อยกันได้นะคะ

2. ข้าวฮาราโกะ

 

เป็นอาหารที่ปรุงจากเนื้อปลาแซลมอนที่เคี่ยวในซีอิ๊ว มิริน และเครื่องปรุงรสอื่นๆ จากนั้นจึงเติมข้าวลงในน้ำซุป เป็นอาหารท้องถิ่นที่สืบทอดกันในแถบอาราฮามะ เมืองวาตาริ ซึ่งมีชื่อเสียงในเรื่องการตกปลาแซลมอนในแม่น้ำอะบุคุมะ เป็นอาหารจานพิเศษที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงฤดูใบไม้ร่วง

3. หอยนางรม

 

อ่าวมัตสึชิมะ เป็นหนึ่งในสามจุดชมวิว ที่รู้จักกันว่าเป็นหนึ่งในแหล่งหอยนางรมอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่น ความลับนั่นก็เพราะอ่าวแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ และมีแร่ธาตุที่ไหลจากภูเขาโอวมาลงสู่อ่าวมัตสึชิมะ ทำให้ที่นี่มีหอยนางรมที่ทั้งตัวใหญ่และคุณภาพดี สำหรับฤดูกาลของหอยนางรมนั้นจะเป็นช่วงเดือนตุลาคมถึงมีนาคม โดยนิยมนำหอยมาย่างบนแผ่นเหล็กขนาดใหญ่ ซึ่งร้านอาหารจะมีบริการให้รับประทานได้ไม่อั้นในเวลาที่จำกัด คนรักซีฟู้ดต้องมาตำให้ได้เลยค่ะ

4. ชิโรอิชิ อูเม็ง

 

เป็นของดีเฉพาะตัวของเมืองชิระอิชิ มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 400 ปี ใช้วิธีการดึงแป้งเส้นอูเม็งด้วยมือแบบโบราณโดยไม่ต้องใช้น้ำมันในการปรุง โดยมีตำนานว่า อะจิเอมอน ซูซูกิ ที่อาศัยอยู่ในเมืองชิระอิชิ ได้เรียนรู้วิธีการทำเส้นที่ย่อยได้ให้กับพ่อที่ป่วยเป็นโรคกระเพาะ เมื่อพ่อได้รับประทานอูเม็งอุ่นๆ แบบไม่มีน้ำมัน เขาก็หายดี หลังจากนั้น คาตาคุระ โคจูโร เจ้าแห่งปราสาทชิระอิชิ ได้ยินเกี่ยวกับความกตัญญูกตเวทีจึงตั้งชื่อบะหมี่นั้นว่า “อูเม็ง” ซึ่งหมายถึง “อาหารเส้นที่มีใจอบอุ่น ห่วงใยผู้อื่น” เส้นมีขนาดประมาณ 9 ซม. ซึ่งหนากว่าโซเม็งเล็กน้อย จึงสามารถรับประทานได้ง่ายกว่าโซเม็งทั่วไป สามารถรับประทานได้ตลอดทั้งปี จะรับประทานแบบร้อน เย็น หรือผัด ก็อร่อย

5. หูฉลาม

 

เมืองเคเซ็นนุมะมีประวัติศาสตร์อันยาวนานในการจับปลาฉลามและเป็นแหล่งหูฉลามที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ในช่วงฤดูหนาวสามารถเพลิดเพลินกับอาหารหูฉลามที่หลากหลายโดยใช้หูฉลามชนิดพิเศษ เช่น ซุปต้ม สเต็ก ซูชิ และราเม็ง

6. เต้าหู้สามเหลี่ยมทอด

 

“ซันคาคุอาบุระอาเกะ (三角あぶら揚げ)” เป็นเต้าหู้ทอดรูปสามเหลี่ยมขนาดใหญ่ที่มีความหนาประมาณ 3 ซม. เป็นอาหารรสเลิศ กรอบนอกนุ่มใน อยู่แถบภูเขาโจงิ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนมักมาจัดงานแต่งงาน อยู่ห่างจากใจกลางเมืองเซนไดประมาณ 30 นาทีโดยรถยนต์

7. ไข่ปลาแซลมอนด้ง

 

เป็นอาหารเมนูด้ง (丼, ข้าวราดหน้า) ท้องถิ่นที่ใช้อาหารทะเลมากมายจากเมืองมินะมิซันริคุ โดดเด่นเรื่องหน้าตาที่ทั้งดีต่อตาและดีต่อใจ ในชามจะมีอาหารทะเลตามฤดูกาล ทำให้เราเพลิดเพลินกับรสชาติที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาลได้ เช่น สปริงทสึเกะด้ง เป็นจานผักและอาหารทะเลท้องถิ่นของฤดูใบไม้ผลิ, อุนิด้งในฤดูร้อน, อะคิ อุมามิด้งในฤดูใบไม้ร่วง และ อิคุระด้ง ในฤดูหนาว

8. อิชิโนะมากิ ยากิโซะบะ

 

 

เป็นอาหารท้องถิ่นของอิชิโนะมากิ ที่มีทั้งรสชาติน้ำซุปดาชิและความเข้มข้นจากอาหารทะเล โดยวัตถุดิบหลักคือเส้นหมี่สีน้ำตาลที่ผ่านการนึ่งสองครั้งโดยใช้น้ำซุปดาชิ และราดด้วยไข่ดาว ทานกับซอสอุสตาร์ เทคนิคการนึ่งเส้นสองครั้งมีมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 20 ในช่วงยุคโชวะ (ค.ศ. 1945-1945) แพร่หลายไปทั่วอิชิโนะมากิ

9. อาบุระฟุด้ง

 

อาบุระฟุ คือของทอดที่ทำโดยการนวดแป้งและน้ำเข้าด้วยกัน ทำให้เป็นแท่งแล้วทอดในน้ำมัน ในอดีตเป็นแหล่งโภชนาการชั้นดีที่รับประทานแทนเนื้อสัตว์ในช่วงฤดูร้อน และเป็นวัตถุดิบดั้งเดิมที่ได้รับความนิยมทั่วเมืองโทเมะทางตอนเหนือของจังหวัดมิยางิ เมนูอาบุระฟุด้งที่เป็นข้าวหน้าอาบุระฟุนั้นประกอบด้วยกลูเตนจากข้าวสาลีต้ม ราดไข่และโปะลงบนข้าวที่ปลูกในโทเมะ เมนูนี้คิดค้นโดยเจ้าของเรียวกังท้องถิ่นเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว

10. ซุนดะโมจิ

 

หากพูดถึงของหวานในมิยางิแล้ว เชื่อว่าชาวญี่ปุ่นหลายคนจะต้องนึกถึง “ซุนดะ (ถั่วแระบด)” อย่างแน่นอน! ซุนดะทำจากถั่วแระต้มปอกเปลือก บดในครก ปรุงรสด้วยน้ำตาล น้ำ และเกลือเล็กน้อย ว่ากันว่าชื่อนี้มาจากคำอธิบายซึ่งบันทึกไว้ในเอกสารเก่าแก่ของแคว้นเซนไดว่า “จินตะ (勘汰)” และ “สุดะ (豆打)”      สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

ซุนดะโมจิเป็นขนมที่นำโมจิมาคลุกในซุนดะ ถือเป็นของหวานขึ้นชื่ออันดับต้นๆ นอกจากนี้ ซุนดะยังเป็นขนมแบบดั้งเดิมที่ยังคงทำที่บ้านและในโอกาสต่างๆ เช่น ในช่วงเทศกาลโอบ้ง (ไหว้บรรพบุรุษ)

มีแต่ของน่ารับประทานทั้งนั้นเลยค่ะ หากมีโอกาสไปมิยางิ ก็อย่าลืมหาโอกาสไปทานของดีเหล่านี้นะคะ เดี๋ยวมาไม่ถึงจังหวัดมิยางิ

Categories
BLOG

เริ่มแล้วฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่โทโฮคุตอนใต้ นั่งรถไฟไปชมได้ง่ายๆ กับ JR- East

ภูมิภาคโทโฮคุเปรียบเสมือนสวรรค์ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง เพราะมีแหล่งชมใบไม้เปลี่ยนสียอดนิยมมากมาย รวมถึงอีกหลายสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีแบบอันซีนที่ยังรอให้ทุกคนได้มาค้นพบ ในภูมิภาคโทโฮคุใบไม้จะเริ่มเปลี่ยนสีตั้งแต่ช่วงต้นเดือนตุลาคมไปซึ่งเราจะเห็นพรรณไม้ย้อมไปด้วยสีเหลืองและสีแดงสดใส วันนี้เราได้เลือกจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ห้ามพลาดจาก 3 จังหวัดตอนใต้ของภูมิภาคโทโฮคุ ได้แก่ จังหวัดมิยางิ จังหวัดยามากาตะ และจังหวัดฟุกุชิมะ มาฝากกัน

อ่าวมัตสึชิมะ จังหวัดมิยางิ

ที่นี่ได้รับการยกย่องให้เห็น 1 ใน 3 ทัศนียภาพที่งดงามที่สุดของญี่ปุ่นในช่วงใบไม้เปลี่ยนสี บริเวณอ่าวมัตสึชิมะมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจ เช่น วัดซุยกันจิ และวัดเอ็นสึอิน ซึ่งพอเข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ร่วงจะถูกแต่งแต้มไปด้วยใบไม้สีแดงทั่วริมอ่าว ประกอบกับสวนสไตล์ญี่ปุ่นที่ประดับด้วยแสงไฟยามค่ำคืนยิ่งเนรมิตให้สถานที่แห่งนี้สวยงามราวกับภาพวาด นอกจากนี้ที่จุดชมวิวโอกิทานิยังสามารถชมวิวพาโนราม่าของอ่าวทะเลและเกาะเล็กเกาะน้อยได้อีกด้วย

・ช่วงชมใบไม้เปลี่ยนสี : ต้นถึงปลายเดือนพฤศจิกายน

・จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่แนะนำ : จุดชมวิวโอกิทานิ โรงน้ำชาคันรันเท วัดเทนรินอิน วัดเอ็นสึอิน และภูเขาโซคันซัง

・การเดินทาง : ขอแนะนำรถไฟ Joyful train สาย Resort Minori รถไฟสีแดงพร้อมลายเส้นสีทองสะดุดตาที่วิ่งระหว่างสถานีเซนไดและสถานีชินโจ ระหว่างทางจะได้ชมวิวชนบทและธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นทุ่งนาข้าวสีทองเหลืองอร่าม และสามารถไปยังแหล่งชมใบไม้เปลี่ยนสีชื่อดังมากมาย โดยหากจะแวะเที่ยวอ่าวมัตสึชิมะให้ลงที่สถานีมัตสึชิมะ

วัดยามาเดระ จังหวัดยามากาตะ

หนึ่งในวัดที่มีชื่อเสียงที่สุดในภูมิภาคโทโฮคุ เป็นวัดเก่าแก่ด้วยประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,100 ปี มีจุดเด่นคือบันไดหิน 1,015 ขั้นที่จะพาคุณขึ้นไปสู่วิหารโกไดโดที่อยู่ด้านบนสุด พร้อมกับชมวิวทิวทัศน์อันสวยงามของภูเขาน้อยใหญ่ที่ปกคลุมไปด้วยใบ้ไม้สีแดงและส้ม อีกทั้งระหว่างทางยังสามารถแวะชมพระพุทธรูปและวิหารต่างๆ ที่ล้วนเป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒธรรมของญี่ปุ่น

・ช่วงชมใบไม้เปลี่ยนสี : ต้นเดือนพฤศจิกายน

・จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่แนะนำ : หุบเขายูเซ็นเคียวและเส้นทางชมใบไม้เปลี่ยนสีหุบเขาโอโมชิโรยามะ

・การเดินทาง : ขอแนะนำรถไฟชินคันเซ็นสาย Toreiyu Tsubasa รถไฟสีเขียวขาวฟ้าแสนสบายตาขบวนนี้ไม่ธรรมดา เพราะภายในขบวนคุณจะได้นั่งแช่เท้าในออนเซ็นให้รู้สึกผ่อนคลายตลอดเส้นทางระหว่างจังหวัดฟุคุชิมะและจังหวัดยามากาตะ และสามารถไปเดินทางไปวัดยามาเดระได้โดยลงที่สถานีเทนโด

เส้นทางชมวิวบันได อาซุมะ สกายไลน์ จังหวัดฟุกุชิมะ

เส้นทางเดินเที่ยวบนภูเขาแห่งแรกของญี่ปุ่น เชื่อมระหว่างทาคายุออนเซ็นและทางเดินเขาทซึจิยะ และอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,350 เมตร อีกทั้งยังได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 100 เส้นทางชมวิวที่สวยที่สุดของญี่ปุ่นอีกด้วย หากลัดเลาะไปตามเส้นทางบนภูเขาอาซุมะ คุณจะได้พบกับทัศนียภาพอย่างหลากหลายไม่ว่าจะเป็นหุบเขาหรือหินรูปร่างแปลกตา อีกทั้งยังมีเสน่ห์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละฤดู โดยเฉพาะในฤดูใบไม้ร่วงที่จะได้ชมทิวเขาแต่งแต้มไปด้วยสีเหลืองแดง หรือฤดูใบไม้ผลิที่มีอากาศอุ่นขึ้นแต่ตลอดสองข้างทางยังคงปกคลุมไปด้วยหิมะ

・ ช่วงชมใบไม้เปลี่ยนสี : ต้นถึงกลางเดือนตุลาคม

 

・ จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่แนะนำ:สวนเทนกุโนะนิวะ สะพานฟุโดซาวะ

・การเดินทาง : ขอแนะนำรถไฟชินคันเซ็นสาย Toreiyu Tsubasa เช่นกัน หลังจากเดินชมวิวจนเต็มอิ่มแล้วก็สามารถนั่งแช่ออนเซ็นเท้าในรถไฟให้หายเหนื่อยได้

เปิดตัวแคมเปญใหม่ TORETANS Stamp Rally ชุดพิเศษสำหรับพื้นที่นีกาตะและโชไน

JR East เปิดตัวแคมเปญท่องเที่ยวนีกาตะ โชไน พร้อมกับแคมเปญแรลลี่สะสมสแตมป์ดิจิทัลสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอย่าง TORETANS Stamp Rally ชุดพิเศษสำหรับพื้นที่นีกาตะและโชไน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 โดยสามารถร่วมแคมเปญแรลลี่สะสมแสตมป์ได้ง่ายๆ เพียงเปิดแอพพลิเคชั่น Japan Travel Guide ตามสถานที่ท่องเที่ยวหรือสถานีรถไฟบริเวณโชไนและจังหวัดนีงาตะ เมื่อสะสมจนครบสามารถรับของรางวัลสุดพิเศษไม่เหมือนใคร ไม่เพียงเท่านั้น ในแอพพลิเคชั่น Japan Travel Guide ยังมีข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวบริเวณโชไน จังหวัดยามากาตะ และข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวทั่วทั้งจังหวัดนีงาตะอีกด้วย ที่สำคัญยังมีคูปองส่วนลดพิเศษ พลาดไม่ได้แล้วกับแคมเปญดีๆ แบบนี้ มาเที่ยวนีงาตะและโชไนแล้วเริ่มสะสมแสตมป์กันดีกว่า

ท่องเที่ยวภูมิภาคโทโฮคุอย่างสนุกยิ่งขึ้นด้วย JR EAST PASS

โทโฮคุเป็นภูมิภาคขนาดใหญ่ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวกระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆ การเดินทางจะสะดวกสบายและคุ้มค่ายิ่งขึ้นหากคุณใช้ JR EAST PASS (Tohoku Area) เพราะสามารถขึ้นรถไฟสาย JR Tohoku ได้แบบไม่จำกัดจำนวนเที่ยวเป็นเวลา 5 วัน จึงท่องเที่ยวได้อย่างสะดวกและเจาะลึกมากขึ้น โดยตั๋วผู้ใหญ่จำหน่ายในราคา 19,000 เยน และตั๋วเด็กราคา 9,500 เยน (ราคาสำหรับซื้อจากนอกประเทศญี่ปุ่นที่เว็บไซต์ทางการของ JR-EAST) รายละเอียดเพิ่มเติมเข้าชมได้ที่ jreast.co.jp    สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

คุณยังสามารถเดินทางได้สะดวกกว่าเดิมด้วยบริการจองที่นั่งบนรถไฟ JR-EAST ล่วงหน้าผ่านอินเตอร์เน็ตก่อนเดินทางมาประเทศญี่ปุ่น ได้ที่เว็บไซต์ eki-net.com

ที่เว็บไซต์ของ JR-EAST ยังนำเสนอข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในคันโตและโทโฮคุทั้ง 4 ฤดู เพื่อการวางแผนก่อนมาเที่ยวญี่ปุ่นและเลือกท่องเที่ยวได้ตามความสนใจ โดย

Categories
BLOG

10 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวใน “ฮิโรชิมะ” ที่ไม่ไปไม่ได้!!!

วันนี้ ANNGLE จะมาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดฮิโรชิมะให้เพื่อน ๆ ได้รู้จักกัน หากเพื่อน ๆ ทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 คงจะทราบว่าที่นี่เป็นที่แรกที่โดนระเบิดปรมาณูของสหรัฐอเมริกา ฮิโรชิมะจึงมีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เป็นอนุสรณ์ระลึกถึงความเสียหายที่เกิดต่อผู้คน ความรู้สึก และสิ่งของในช่วงสงคราม แต่นอกจากนี้แล้วฮิโรชิมะก็ยังมีธรรมชาติที่สวยงามอีกหลายแห่ง ทั้งภูเขา ทะเล และแม่น้ำที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และที่สำคัญคือเป็นจังหวัดที่มีมรกดกโลกอยู่ 2 แห่งด้วยกันคือ โดมปรมาณู และ ศาลเจ้าอิสึคุชิมะ เราไปทำความรู้จักกับจังหวัดฮิโรชิมะกันค่ะ

1. ปราสาทฮิโรชิมะ (広島城)

ปราสาท 5 ชั้น ล้อมรอบไปด้วยคูน้ำยังคงซึ่งความดั้งเดิมเอาไว้แห่งนี้ ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1589 โดยเจ้าเมืองโมริ เทรุโมโตะ แต่ได้รับความเสียหายจากระเบิดจึงมีการบูรณะขึ้นมาใหม่ และเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ได้เข้าชมประวัติศาสตร์ของปราสาทและจังหวัดฮิโรชิมะ ทุกวันอาทิตย์ที่ชั้น 2 เพื่อน ๆ สามารถชมการร่ายรำของฮิโรชิมะ (Aki Hiroshima Busho Tai) ได้ด้วย ส่วนชั้นบนสุดสามารถมองวิวสวย ๆ ของเมืองฮิโรชิมะได้ในมุมกว้างได้

เวลาเปิด – ปิด : 09.00 น. – 18.00 น.
ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 360 เยน เด็กมัธยมปลายและผู้สูงอายุ 180 เยน
การเดินทาง : จากสถานีรถราง Kamiyacho Nishi เดินอีกประมาณ 15 นาที

2. สวนสาธารณะสันติภาพ (平和記念公園)

 

สวนสาธารณะแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศเป็นอนุสรณ์สถานให้กับการทิ้งระเบิดปรมาณูเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นจุดที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวจังหวัดฮิโรชิมะจำนวนมาก

การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ JR Hiroshima นั่งรถบัสมาลงที่ป้าย Genbaku Domu Mae

3. อนุสาวรีย์เด็กหญิงซาดาโกะ (原爆の子の像)

 

เพื่อน ๆ เคยได้ยินเรื่องราวของเด็กหญิงซาซากิ ซาดาโกะกันมั้ยคะ เด็กหญิงที่ต้องต่อสู้กับอาการเจ็บป่วยจากพิษของระเบิดปรมาณู ซาดาโกะพยายามใช้สองมือของเธอพับนกกระเรียนกระดาษให้ครบ 1,000 ตัวเพื่อขอพรให้หายป่วยจากโรคร้าย แต่ซาดาโกะก็หมดลมหายใจก่อนจะพับครบ ในวันฝังศพของเธอเพื่อน ๆ ได้ช่วยกันพับให้ครบ 1,000 ตัวแล้วใส่ลงไปในโลงศพของเธอจนเป็นตำนานที่ทั่วโลกรู้จักกัน ที่ฐานของอนุสาวรีย์แห่งนี้จะมีนักท่องเที่ยวพับนกกระเรียนมาวางไว้เพื่อระลึกถึงเด็กหญิงคนนี้

การเดินทาง : การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ JR Hiroshima นั่งรถบัสมาลงที่ป้าย Genbaku Domu Mae (อนุสาวรีย์อยู่ภายในสวนสาธารณะสันติภาพ)

4. โดมปรมาณู (原爆ドーム)

ไฮไลท์ของสวนสันติภาพฮิโรชิมะคือ ตึกที่คงเหลืออยู่จากการโดนลูกระเบิดปรมาณูตกใส่ อาคารโดมแห่งนี้ในอดีตสร้างขึ้นมาเป็นศูนย์การประชุมพาณิชยกรรมแห่งฮิโรชิมะ หลังจากที่โดนระเบิดได้มีการอนุรักษ์ให้คงอยู่ในสภาพนั้นและได้รับขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1996 เพื่อเป็นอนุสรณ์เตือนให้ระลึกถึงพลังของระเบิดปรมาณู และเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังในสันติภาพและการต่อต้านอาวุธปรมาณู

การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ JR Hiroshima นั่งรถบัสมาลงที่ป้าย Genbaku Dome Mae

5. พิพิธภัณฑ์สันติภาพฮิโรชิมะ (広島平和記念資料館)

 

เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ถ่ายทอดน่ากลัวของระเบิดปรมาณูที่นำมาซึ่งความสูญเสียทั้งชีวิตคนบริสุทธิ์ และอาคารต่าง ๆ ที่ถูกระเบิดทำลายเหลือแต่ซาก ใครที่ได้มาดูที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้คงจะต้องรู้สึกเศร้า เสียใจ และสะเทือนใจกับเหตุการณ์น่าสลดใจที่เกิดในอดีตนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้ได้ตระหนักถึงความโหดร้ายที่เกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยเตือนใจไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำอีก

เวลาเปิด – ปิด : 08.30 น. – 19.00 น.
ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 50 เยน เด็ก 30 เยน
การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ JR Hiroshima นั่งรถบัสมาลงที่ป้าย Genbaku Domu Mae

6. สวนชูเคเอ็น (縮景園)


สวนที่เงียบสงบและร่มเย็นติดกับแม่น้ำโอตะแห่งนี้สร้างขึ้นโดย อาซาโนะ นากาอาคิระ แห่งเกียวโต เมื่อปีค.ศ. 1620 โดยออกแบบตามบรรยากาศของสวนจีนที่เมืองหางโจวในสมัยราชวงศ์ซ่ง ในอดีตเคยเป็นวังของจักรพรรดิ์เมจิ ก่อนจะเปิดเป็นสวนสาธารณะในปี ค.ศ. 1940

ไฮไลท์ของสวนชูเคเอนคือ การเดินเล่นลัดเลาะไปตามเส้นทางภายในสวนและเดินข้ามสะพานต่าง ๆ เพลิดเพลินไปกับบ่อน้ำและลำธารที่ไหลมาจากแม่น้ำโอตะ นั่งเล่นชิมวิวในศาลา และเข้าร่วมพิธีชงชาในโรงน้ำชาที่ตั้งอยู่ภายในสวน

เวลาเปิด – ปิด : 09.00 น. – 17.00 น.
การเดินทาง : เดิน 15 นาที จากสถานีรถไฟ JR Hiroshima

7. วัดเซนโคจิ (千光寺)

 

วัดในสมัยโบราณแห่งนี้ เป็นสัญลักษณ์ของเมือโอโนมิจิ มีหอระฆังสีแดงที่มีชื่อเสียงอยู่ในวิหารสีแดง จากห้องโถงเซคิโดจะมองเห็นวิวทะเลที่สวยงาม จนได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 100 จุดชมวิวที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น

วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ภายในสวนสาธารณะวัดเซนโคจิ (千光寺公園) ซึ่งเป็นสถานที่ชมดอกซากุระในเมืองโอโนมิจิที่ขึ้นชื่อ สวนสาธารณะทอดยาวจากยอดเขาเซนโคจิที่สูงกว่า 100 เมตรจากระดับน้ำทะเลเซโตะ จึงสามารถมองเห็นหมู่เกาะมากมายพร้อมกับอาคารบ้านเรือนของเมืองได้ ยิ่งในฤดูใบไม้ผลินะจะเห็นดอกซากุระบานภูเขาลูกอื่น ๆ ได้ด้วย เป็นวิวที่สวยมาก ๆ เลยค่ะ

การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ Onomichi เดินอีกประมาณ 15 นาที

 

8. ศาลเจ้าอิสึคุชิมะ (厳島神社)

ศาลเจ้าอิสึคุชิมะตั้งอยู่บนเกาะมิยาจิมะ เพื่อน ๆ อาจจะเคยได้ยินฉายาของศาลเจ้าแห่งนี้ว่า “ศาลเจ้าลอยน้ำ” หรือ “ประตูโทริลอยน้ำ” กันมาบ้างนะคะ เนื่องจากจุดเด่นของศาลเจ้าแห่งนี้คือ เมื่อเวลาน้ำขึ้นจะดูเหมือนกับว่าศาลเจ้ากับประตูโทริกำลังลอยอยู่กลางน้ำ จนได้รับการขึ้นทะเบียนจาก UNESCO ให้เป็นมรดกโลกเลยทีเดียว และรัฐบาลญี่ปุ่นก็ได้ยกให้เป็นสมบัติประจำชาติญี่ปุ่นด้วย

เวลาเปิด – ปิด : 06.30 น. – 18.00 น.
ค่าเข้าชม : 300 เยน
การเดินทาง : จากท่าเรือ Miyajima ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีจะมาถึงเกาะมิยาจิมะ และเดินอีกประมาณ 10 นาที

9. ภูเขาชิราทากิ (白滝山)

 

ภูเขาโขดหินสูง 227 เมตร จุดเด่นของที่นี่อยู่ที่ตลอดทางที่เดินขึ้นไปจะเรียงรายไปด้วยรูปปั้นพระสงฆ์ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ที่แกะสลักจากหินประดิษฐานอยู่กว่า 700 องค์ และบนยอดเขายังมีพระพุทธรูปและเจดีย์หินประดิษฐานอยู่ด้วย อีกทั้งที่นี่ยังเป็นจุดชมความสวยงามของวิวทะเลเซโตะและพระอาทิตย์ตกดินที่ตระการตาไม่แพ้กัน ถ้าเพื่อน ๆ ไปช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีและช่วงชมดอกซากุระบานที่นี่ก็ถือเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีกับซากุระที่ดีอีกที่หนึ่ง

การเดินทาง : ไปสถานีรถไฟ JR Onomichi โดยรถไฟสาย Sanyohon แล้วนั่งรสบัสไปท่าเรือ Innoshima ลงที่ป้าย Innoshima Kita Intran Iriguchi ประมาณ 30 นาที และเดินอีกประมาณ 15 นาที เดินขึ้นยอดเขาอีกประมาณ 20 นาที

10. หมู่บ้านคางุระ มงเซน โทจิ (神楽門前湯治村)

 

หมู่บ้านแห่งนี้มีออนเซนตั้งอยู่กลางหมู่บ้านเลย เป็นหมู่บ้านน้ำพุร้อนสไตล์โบราณในสมัยเอโดะ อาคารบ้านเรือนที่ตกแต่งด้วยไม้ก็มีความสวยงาม แถมยังมีร้านอาหารอร่อย ๆ และร้านขายของมากมาย รวมถึงมีโรงละครที่มีการแสดงโชว์พื้นบ้านของญี่ปุ่นด้วย

การเดินทาง : จากศูนย์รถบัส Hiroshima Center นั่งรถบัสสาย Midoricho ไปลงที่ป้าย Kagura Monzen Touji จะถึงหน้าหมู่บ้านเลย

เป็นยังไงกันบ้างคะ สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดฮิโรชิมะยังมีอีกหลายแห่งที่รอให้เพื่อน ๆ ไปสัมผัสกันอยู่นะ รับรองว่าได้ประสบการณ์ที่สนุกและมีความสุขกลับบ้านแน่นอน    สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

Categories
BLOG

สัมผัสทุกความสนุกของฤดูใบไม้ผลิในนากาโนะ-นีงาตะ!

นากาโนะและนีงาตะเป็นสองจังหวัดใกล้โตเกียวในโซนตะวันออกที่มีหิมะตกหนักในฤดูหนาว จึงมีชื่อเรื่องกิจกรรมฤดูหนาวมากมาย ทั้งสกี-สโนว์บอร์ด กระท่อมหิมะ ชมลิงหิมะแช่ออนเซ็น ไปจนถึงการตกปลาใต้น้ำแข็ง แต่ความจริงแล้วเมื่ออากาศอุ่นขึ้นและหิมะเริ่มละลาย ทั้งสองจังหวัดต่างก็มีความสวยงามของดอกไม้ใบหญ้าแห่งฤดูใบไม่ผลิไม่แพ้จังหวัดอื่น ๆ วันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปสัมผัสทุกความสนุกของฤดูใบไม้ผลิที่ซ่อนอยู่ในจังหวัดนากาโนะและนีงาตะกัน!

ชมเทศกาลดอกไม้นานาพันธุ์

เมื่อฤดูหนาวสิ้นสุดลง ฤดูใบไม้ผลิก็มาแทนที่ ช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคมเป็นช่วงที่ดอกไม้นานาพันธุ์เริ่มผลิบาน พืชพรรณต่าง ๆ กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหลังจากที่หลับใหลมานานหลายเดือน ที่จังหวัดนากาโนะและนีงาตะมีสถานที่ชมดอกไม้สวย ๆ มากมาย ในจำนวนนั้นก็มี สวนสึรุมิเนะ (鶴峰公園) ที่เต็มไปด้วยพุ่มดอกอาซาเลียหรือดอกสึสึจิสีสันสดใสกว่า 30,000 พุ่ม และถ้าใครอยากชมทิวลิปดอกใหญ่ก็ขอแนะนำ สวนเอจิโกะ ฮิลไซด์ (国営越後丘陵公園) เป็นทุ่งกว้างที่ไม่ว่ามองไปทางไหนก็จะเห็นแต่ดอกทิวลิปงามเต็มไปหมด แล้วก็ยังมีดอกไม้พันธุ์อื่น ๆ อย่างกุหลาบเป็นต้นด้วย ถ่ายรูปออกมาสวยแน่นอน

สวนสึรุมิเนะ (鶴峰公園)

 

สวนเอจิโกะ ฮิลไซด์ (国営越後丘陵公園)

 

ถ้าเป็นฤดูใบไม้ผลิที่ญี่ปุ่น แน่นอนว่าจะขาดดอกซากุระไปไม่ได้ สำหรับใครที่อยากชมซากุระสวย ๆ ต้องไปที่ สวนปราสาทเก่าทาคาโตะ (高遠城跡公園) กับ ปราสาททาคาดะ (高田城) เพื่อน ๆ จะได้ชมวิวซากุระสีชมพูที่มีปราสาทโบราณเป็นพื้นหลัง คลาสสิกสุด ๆ ไปเลยหละ

สวนปราสาทเก่าทาคาโตะ (高遠城跡公園)

 

ปราสาททาคาดะ (高田城)

 

เฝ้ามองหิมะละลายในฤดูใบไม้ผลิ

เมื่อน้ำแข็งเริ่มละลาย ก็เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าฤดูใบไม้ผลิกำลังจะมาถึงไม่ช้า บนภูเขาสูงที่ปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลนในฤดูหนาวจะค่อย ๆ เผยให้เห็นผิวหินสีดำเมื่ออากาศอุ่นขึ้น เกิดเป็นลวดลายต่าง ๆ ให้ได้จินตนาการเล่นอย่างสนุกสนาน

เขาฮาคุบะ (白馬)

เขาโนริคุระ (乗鞍岳)

ดื่มด่ำกับธรรมชาติสีเขียวขจี

นอกจากดอกไม้สีสันสดใสแล้ว สีเขียวชอุ่มของต้นไม้ใบหญ้าที่เริ่มแย้มมาให้ยลโฉมก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกว่า “ฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้ว” ได้ชัดเจนมากที่สุด โทนสีขาว เทา ดำ ของป่าไม้และหุบเขาในฤดูหนาวค่อย ๆ ถูกแต้งแต้มด้วยสีเขียวทีละน้อย วิวของภูเขาที่ยังมีหิมะเหลืออยู่บนยอดตัดกับสีเขียวขจีของต้นไม้ใบหญ้าอ่อน ๆ ช่างชวนให้รู้สึกอยากออกไปเดินเล่นร้องเพลงในทุ่งดอกไม้เหลือเกิน

สำหรับสถานที่เที่ยวแนะนำที่เพื่อน ๆ จะได้ดื่มด่ำกับวิวดังที่บรรยายไปข้างต้นได้ดีที่สุดก็คือ คามิโคจิ (上高地) ซึ่งมีเส้นทางให้เดินเขา แต่ถ้าอยากทำกิจกรรมกลางแจ้งสนุก ๆ อย่างเช่นล่องเรือ ขอแนะนำที่ คารุอิซาวะ (軽井沢) เลย ส่วนใครที่ต้องการพลังการเยียวยาจากแม่พระธรณี ป่าบิจินบายาชิ (美人林) สีเขียวขจีก็เป็นตัวเลือกที่ดี

คามิโคจิ (上高地)

คารุอิซาวะ (軽井沢)

 

ป่าบิจินบายาชิ (美人林)

ลิ้มรสชาติของอร่อยประจำฤดูใบไม้ผลิ

ฤดูใบไม้ผลิที่นากาโนะและนีงาตะจะสมบูรณ์ไปไม่ได้ ถ้าไม่พูดถึงของอร่อยประจำฤดูใบไม้ผลิ ที่จังหวัดนีงาตะเป็นแหล่งปลูกสตรอว์เบอร์รีพันธุ์ เอจิโกะ ฮิเมะ (越後姫) ซึ่งมีกลิ่นหอมหวานและฉ่ำเป็นจุดเด่น เพื่อน ๆ สามารถสนุกกับกิจกรรมเก็บสตรอว์เบอร์รีทานสด ๆ จากต้นได้ที่สวนสตรอว์เบอร์รีมากมายภายในจังหวัด

สตรอว์เบอร์รีพันธุ์เอจิโกะ ฮิเมะ (越後姫)

 

นอกจากสตรอว์เบอร์รีแล้ว ในฤดูใบไม้ผลิยังมีของอร่อยประจำฤดูกาลอีกมากมาย อย่างเช่น ขนมซากุระโมจิ (桜餅) ซึ่งเป็นโมจิสีชมพูห่อด้วยใบซากุระดองเกลือ และ เทมปุระผักภูเขา (山菜天ぷら) ที่ได้มาจากผักป่าที่ขึ้นเองตามภูเขา นำมาชุบแป้งทอดเป็นเทมปุระกรอบอร่อยเข้ากับฤดูใบไม้ผลิ เป็นต้น

ขนมซากุระโมจิ (桜餅)

เทมปุระผักภูเขา (山菜天ぷら)

ถ้าอยากรู้เรื่องราวของอาหารที่เกี่ยวกับซากุระเพิ่มเติม สามารถตามไปอ่านต่อได้ที่นี่

  • เรื่องราวน่ารู้ของอาหารที่เกี่ยวกับซากุระ (ตอนที่ 1)
  • เรื่องราวน่ารู้ของอาหารที่เกี่ยวกับซากุระ (ตอนที่ 2)

ถึงแม้ว่าทั้งนากาโนะและนีงาตะจะเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวในฤดูหนาวเป็นหลัก แต่ตอนนี้เพื่อน ๆ คงได้เห็นแล้วว่าฤดูใบไม้ผลิที่นี่ก็สวยงามน่าเที่ยวไม่แพ้ที่อื่น ๆ ของญี่ปุ่นเลย ที่สำคัญคืออยู่ห่างจากโตเกียวไปแค่ไม่เท่าไหร่ สามารถนั่งรถไฟ JR ไปได้ง่าย ๆ โดยใช้ JR East Pass (Nagano-Niigata Area) หากนั่งชินกันเซ็นจะใช้เวลาเพียงประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งถึงจังหวัดนากาโนะ และประมาณสองชั่วโมงครึ่งถึงจังหวัดนีงาตะ สะดวกมาก ๆ เลยหละ ใครกำลังวางแผนไปดูซากุระที่โตเกียวในปีถัด ๆ ไป ก็สามารถเพิ่มนากาโนะและนีงาตะเข้าไปในแพลนได้ง่าย ๆ เลย!    สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

Categories
BLOG

เทศกาลเนบูตะ เทศกาลโคมยักษ์และที่สุดของสีสันฤดูร้อนแห่งโทโฮคุ

“รัสเซรา รัสเซรา รัสเสะ รัสเสะ รัสเซรา~” เสียงร้องตะโกนเชิญชวนดังคลอเสียงกลองและเสียงขลุ่ยที่บรรเลงทำนองสนุกสนานพร้อมกับที่โคมยักษ์รูปนักรบ ยักษ์ เทพเจ้า และอีกมากมายถูกแห่ลงไปตามถนน เหล่านี้คือภาพที่เพื่อนๆ จะได้เห็นในเทศกาลเนบูตะ (ねぶた祭) เทศกาลใหญ่ที่เป็นไฮไลท์ในฤดูร้อนของจังหวัดอาโอโมริและภูมิภาคโทโฮคุ

เทศกาลเนบูตะคืออะไร?

เทศกาลเนบูตะ เป็นเทศกาลของจังหวัดอาโอโมริที่จัดขึ้นในช่วงวันที่ 2-7 สิงหาคมของทุกปี แม้จะยังไม่มีหลักฐานชัดเจน แต่เชื่อว่าเทศกาลเนบูตะเป็นเทศกาลที่เกิดจากการรวมเทศกาลทานาบาตะจากจีนเข้ากับเทศกาลส่งดวงวิญญาณของญี่ปุ่นที่มีมาแต่โบราณ ผนวกด้วยงานศิลปะตุ๊กตา และการทำโคมไฟโดยใช้วัสดุที่เรียบง่ายคือกระดาษ ไม้ไผ่ และเทียน จนเกิดเป็นงานเทศกาลสุดอลังการประจำจังหวัดอย่างที่เห็นในปัจจุบัน โดยชื่อ “เนบูตะ” มาจากโคมไฟที่เป็นไฮไลท์ของเทศกาลนั่นเอง

แสงสีและเสน่ห์ของเทศกาลเนบูตะ

แสงสีและเสน่ห์ของเทศกาลเนบูตะ
ขบวนเต้นรำฮาเนโตะของเทศกาลเนบูตะ

เทศกาลเนบูตะของจังหวัดอาโอโมรินับเป็นหนึ่งในสามเทศกาลที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาคโทโฮคุ โดยมีผู้ชมนับหมื่นเดินทางมาโทโฮคุเพื่อชมโคมไฟยักษ์รูปซามูไร ยักษ์ ปลาทอง และอื่นๆ อีกมากมายที่สูงถึง 5 เมตร ซึ่งโคมไฟทั้งหมดในงานเทศกาลทำจากกระดาษวาชิที่ดีที่สุดของญี่ปุ่นและอาจจะใช้เวลามากถึง 1 ปีกว่าจะทำเสร็จได้

โดมไฟในเทศกาลเนบูตะทั้งหมดจะถูกเข็นผ่านถนนในเมืองอาโอโมริ ล้อมรอบด้วยนักดนตรีผู้เป่าขลุ่ยและตีกลอง และขบวนของนักเต้นและผู้เข้าร่วมงานที่เต้นระบำท้องถิ่นอย่างสนุกสนาน พร้อมกันนี้ ในงานจะมีการร้องตะโกนว่า “รัสเซรา รัสเซรา รัสเสะ รัสเสะ รัสเซรา” ที่เป็นคำย่อของคำว่า “อิรัชชัย (เชิญ)” ในภาษาถิ่นของจังหวัดเพื่อชวนให้ทุกคนที่ได้ยินเข้ามาร่วมสนุกในเทศกาลประจำปี รวมทั้งหมดเป็นภาพบรรยากาศที่ตราตรึงและดึงดูดให้นักท่องเที่ยวกลับมาชมได้ทุกปี

มาไม่ตรงเทศกาลก็สัมผัสเสน่ห์ของเทศกาลเนบูตะได้!

สำหรับเพื่อนๆ ที่จัดทริปมาโทโฮคุแต่มาไม่ตรงกับช่วงเทศกาลเนบูตะ ไม่ต้องห่วงไป! เพราะเพื่อนๆ ยังสามารถเข้ามาชมโคมไฟของเทศกาลได้ที่พิพิธภัณฑ์ Nebuta WARASSE ที่สร้างขึ้นเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสและรู้จักเทศกาลเนบูตะโดยเฉพาะ

นอกจากนิทรรศการเกี่ยวกับเทศกาลเนบูตะแล้ว ภายในพิพิธภัณฑ์ยังมีโคมเนบูตะจากเทศกาลในปีก่อนๆ จัดแสดงอยู่ด้วย แม้ตัวโคมที่จัดแสดงจะถูกเปลี่ยนใหม่ทุกปี แต่สิ่งที่โคมเนบูตะทุกอันมีเหมือนกันคือฝีมือและงานช่างสุดประณีตที่หาชมได้ยาก นอกจากนี้ ในพิพิธภัณฑ์ยังมีรอบการแสดงระบำฮาเนโตะ (跳人) และการแสดงดนตรีประจำงานเทศกาลเนบูตะให้ชมกันอย่างใกล้ชิดอีกด้วย เรียกได้ว่าถึงจะมาไม่ตรงเทศกาลแต่เพื่อนๆ ก็ยังสามารถร่วมสนุกกับเทศกาลเนบูตะที่นี่ได้แน่นอน      สล็อตเว็บตรง

 

Nebuta WARASSE (ねぶたの家 ワ・ラッセ)

 

วันเวลาทำการ: 9.00 – 19.00 (เปิดถึง 18.00 ช่วงกันยายน-เมษายน)
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 620 เยน / นักเรียนมัธยมปลาย 460 เยน / นักเรียนประถม-มัธยมต้น 260 เยน
ที่อยู่: 1 Chome-1-1 Yasukata, Aomori, 030-0803
Website: www.nebuta.jp (ภาษาอังกฤษ)

ถ้าเพื่อนๆ เป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบสีสันของเทศกาลญี่ปุ่น เทศกาลเนบูตะก็เป็นหนึ่งที่สุดของสีสันความสนุกสนานแห่งโทโฮคุที่ห้ามพลาด!